แด่….ผีแดงที่รัก

ผ่านมา 2 วันแล้วกับผลการแข่งขันยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกรอบตัดเชือกระหว่างทีมผีแดงแห่งอังกฤษกับปีศาจแดงดำแห่งอิตาลี อย่างที่เราทราบกันดีว่าผลเป็นเช่นไร คงไม่ต้องย้ำให้แฟนผีแดงอย่างผมเจ็บช้ำน้ำใจกันอีกกระมัง

 

ผมเชื่อเหลือเกินว่าแฟนผีทุกท่านคงถูกกระหนำซ้ำเติมมาไม่น้อย ทั้งจากแฟนปีศาจแดงดำเองและจากคู่รักคู่แค้นอีกหลายทีมในพรีเมียร์ลีก ผมเองก็คงไม่ต่างจากแฟนผีท่านอื่นเท่าไหร่

 

หวนนึกถึงวันก่อนแข่งขันที่ยังไม่มีใครรู้ผลแพ้ชนะ สาวกแต่ละทีมต่างเกทับทีมคู่แข่งหรือทีมที่ตนไม่ชอบกันเต็มที่ บ้างก็มั่นใจว่าต้องชนะเต็มร้อย บ้างก็ไม่ค่อยมั่นใจในทีมที่ตนเชียร์นัก แต่ใครเล่าจะยอมให้อีกฝ่ายข่มทีมของเราได้โดยไม่ตอบโต้

 

บอกตามตรงว่า ผมเองก็ไม่ค่อยมั่นใจนักหรอกว่าผีแดงจะผ่านเข้าสู่รอบชิงฯ ได้ง่ายๆ เมื่อต้องเจอยอดทีมจากอิตาลีอย่างเอซีมิลานที่มีนักเตะชั้นยอดมากมาย แต่อย่างน้อยก็ยังใจชื้นอยู่บ้างตรงที่ผลชนะนัดแรกทำให้เราเป็นต่ออยู่พอสมควร

 

แต่ก็นั่นแหละ บอลลูกกลมๆ ไม่เคยมีอะไรแน่นอน

 

ทันทีที่พอจะเดาผลการแข่งขันออกทั้งๆ ที่ยังแข่งไม่จบ ผมอดนึกหวั่นไม่ได้เมื่อคิดถึงว่ารุ่งขึ้นจะต้องเจอคำถากถางและเยาะเย้ยจากแฟนทีมอื่นขนาดไหน แต่ที่รู้สึกหวั่นมากที่สุดก็คงเป็นรุ่นน้องที่เกทับกันไว้ในคืนก่อนแข่ง

 

ในบางขณะ ผมคิดจะหนีหน้ารุ่นน้อง ให้เรื่องมันซาลงก่อนแล้วค่อยไปเจอหน้ามัน อย่างน้อยคำถากถางคงไม่ทำให้รู้สึกย่ำแย่มากเท่าไหร่นัก แต่มีบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเราไม่ควรหนี

 

คงจะถูก เพราะถึงแม้เราจะหลบลี้หนีหน้ากันได้ แต่เราไม่อาจหนีความจริงที่มันเกิดขึ้นได้

 

แพ้ก็คือแพ้ ไม่อาจแปรเป็นอื่นไปได้

 

และที่สำคัญ คนเรารักกันชอบกันพอสมหวังก็ร่วมสุขสม แต่พอขื่นขมก็จะหลีกลี้หนีหน้า ให้ทีมรักเผชิญความเจ็บช้ำเพียงลำพังได้อย่างไร  อย่างนั้นแล้ว เรายังจะบอกคนอื่นได้อีกหรือว่านี่คือทีมรักของชั้น ในเมื่อไร้ซึ่งความจริงใจให้กันอย่างนี้

 

สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ คือการพร่ำบอกตัวเอง ก่อนที่จะต้องไปเผชิญกับคำเยาะเย้ยต่างๆ นาๆ ว่า 

จงพ่ายแพ้อย่างภาคภูมิเถิด หากท่านได้สู้อย่างเต็มที่แล้ว

บันทึก….ต้นไม้

หลังจากที่ได้ลองเริ่มทำแปลงปลูกผัก-ปลูกหญ้ากะเค้าได้ซักระยะนึง ก็คิดขึ้นมาได้ว่ามันน่าจะดีกว่ามั๊ย ถ้าเราจะมีบันทึกเรื่องราวผลงานเมกกะโปรเจคชิ้นนี้ของเรา เพื่อที่จะได้นำสิ่งที่ได้ลองผิด-ลองถูกมาใช้ประโยชน์ทั้งต่อตัวเอง และบางทีอาจจะพอมีประโยชน์กับมือใหม่ท่านอื่นได้บ้าง หรืออาจทำให้เกิดการพูดคุย-แลกเปลี่ยนกับท่านอื่นๆ ที่มีความรู้-ประสบการณ์ด้านนี้ และที่สำคัญ บันทึกชิ้นนี้อาจสร้างสังคมที่รักการปลูกต้นไม้หรืออาจไปไกลถึงขั้นอนุรักษ์ธรรมชาติกันเลยก็ได้…ว่ามะ (แหม่…อันหลังนี้ออกจะดูเพ้อเจ้อเล็กน้อย แต่ผมคิดอย่างงั้นจริงๆ นะเอ้า เห่อๆๆ)

 

อาทิตย์แรกของการเริ่มต้น

                ตัดสินใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าวันนี้จะทำแปลงผักซักแปลงตรงที่ว่างๆ แถวหลังบ้าน แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะเริ่มไงก่อนดี

 

                อ้อ! ใช่แล้ว มันก็ต้องเริ่มจากการเตรียมแปลงน่ะซิเนาะ แต่ดินแถวหลังบ้านที่ว่า ไม่ใช่จะเตรียมกันได้ง่ายๆ เลยนะเนี่ย ไหนจะแข็ง ไหนจะมีหินก้อนเล็กก้อนน้อย แถมยังทำคนเดียวอีกด้วย สนุกแย่ เอ๊ย! สนุกแน่ล่ะงานนี้

 

                ครั้นดวงอาทิตย์ทิ้งตัวลงใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตก ก็ได้เวลาที่เราจะลงมือซะที เริ่มจากหาโลเคชั่นที่เหมาะๆ พอจะขึ้นแปลง พอได้แล้วก็ลงมือ-ลงจอบกันเลย

 

แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้ มันไม่ง่ายจริงๆ ด้วย ลงจอบทีเล่นเอามือสะท้านกันเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นหน้าร้อนด้วย ดินก็เลยค่อนข้างแข็ง แล้วก็ยังมีก้อนหินอีก ฮึ่ม!! ยังไงก็สู้ตายละเฟ้ย…ย๊ากส์

.

.

.

                ในที่สุดเราก็ได้แปลงดินไว้ปลูกผัก-ปลูกหญ้าสมใจซะที แปลงเล็กๆ ขนาดแค่ 2 เมตรคูณ ครึ่งเมตรแค่เนี๊ย ถึงกับเล่นเอามือแสบผองกันเลยทีเดียวเชียวนะ ทำเป็นเล่นไป

 

ได้แปลงแล้ว ยังจะรอช้าอยู่ไย ถึงคราวลงไม้ประแดกที่เตรียมไว้ซะที วันนี้ขอลงต้นมะเขือเทศไปก่อน 5-6 ต้น

 

หา! ทำไมถึงเลือกลงมะเขือเทศนะเหรอ? แหม….ที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจอะไรนักหรอกไอ้มะเขือเทศเนี่ย แต่เผอิ๊ญเมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้วเราดันไปค้นเจอวัตถุตั้งต้นในการผลิตเป็นฟอสซิลมะเขือเทศในตู้เย็นเข้า ดูแล้วเห็นแววว่าเอาไปกินไม่ได้แน่ๆ ก็เลยเอามะเขือเทศ(เกือบเน่า) เหล่านั้นมาบี้ในถุงพลาสติกให้เละแล้วก็โยนทิ้งไว้ในโอ่งร้ายๆ ที่ใส่ดินเอาไว้ ผ่านไป 2 อาทิตย์ ไอ้ซากฟอสซิลที่ว่าดันชูยอดขึ้นมาเป็นต้นซะงั้น ก็เลยได้รับเกียรติให้เป็นพืชชนิดแรกที่ได้หยั่งรากลงบนแปลงนี้นั่นเอง

 

หวังว่าพวกแกคงรอดจนกว่าจะได้เจอกันในอาทิตย์หน้านะ….เจ้ามะเขือเทศ

รักษ์โลกด้วยงานที่ทำ

ตั้งใจเอาไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ช่วง 3 ทุ่มถึงเที่ยงคืนของแต่ละวันจะอ่านหนังสือ แต่จนแล้วจนรอดก้ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ซักที ด้วยว่าแต่ละคืนก้จะมีรายการที่ผมสนใจอยู่ทั้งนั้น

วันจันทร์มี -ชีพจรโลก-

วันอังคารมี -คนค้นฅน-

วันพุธมี -ผู้มาเยือน-

วันพฤหัสฯ มี -เมก้าเครเวอร์-

วันศุกร์มี -กบนอกกะลา-

วันเสาร์มี -จุดเปลี่ยน-

วันอาทิตย์มี -ปราชญ์เดินดิน-

ดู๊ ดู เป็นรายการช่วง 4 ทุ่มถึง 5 ทุ่มเกือบทั้งหมดยกเว้น -เมก้า เครเวอร์- กับ -ผู้มาเยือน-

ถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว รายการที่เอ่ยไปทั้งหมดนั้นเป็นรายการทางช่อง 9  ซึ่งสามารถดูย้อนหลังผ่านอินเตอร์เนทก้ได้ แต่จอมันจะเล็กไปหน่อย เลยทำให้ไม่ค่อยได้อรรถรสในการดูเท่าไหร่ และข้อดีอีกอย่างของการดูในโทรทัศน์ที่เจอเมื่อวานนี้ คือเราอาจได้เจออะไรที่น่าสนใจจากรายการอื่นที่เราไม่ได้ตั้งใจจะดูก้ได้

เมื่อคืน ก่อนถึงเวลาของ -ผู้มาเยือน- ในช่วงสัมภาษณ์ของรายการ -สุริวิภา-  บุคคลที่พิธีกรสัมภาษณ์นั้นน่าสนใจมาก ไม่ซิ! ต้องบอกว่าเรื่องที่เค้าทำหรือสิ่งที่เค้าเป็นน่าสนใจน่าจะถูกกว่า ที่จริง…เค้าก้เป็นแค่นักวิชาการที่ทำงานด้านการออกแบบ

 ที่น่าสนใจก้คือ สิ่งที่เค้าออกแบบนั้นคือ ‘ผลิตภัณฑ์จากขยะที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิล’ เช่น ถุงผ้าที่ทำจากเศษมุ้งลวดที่เป็นไนลอน เก้าอี้ที่ทำจากกระดาษและเศษไม้อัด กระเป๋าถือที่ทำจากสายไฟของชิปคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ตอนนึงของคำให้สัมภาษณ์ของเค้าบอกว่า “…อยากให้ทุกคนทำให้ดีที่สุดในสาขาของตัวเอง คิดถึงวิธีที่รักษาสิ่งแวดล้อม…” ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ละสาขาวิชาต่างมีวิธีการสร้างผลงานที่แตกต่างกัน  แต่กลับสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น หากทุกคนในแต่ละสาขาช่วยกันหาวิธีในการสร้างผลงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ย่อมได้ผลดีกว่าที่คนในสาขาอาชีพอื่นมาคิดให้…จริงมั๊ยครับ

นี่อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ง่ายและดีที่สุด ในการแสดงความรับผิดชอบของเราต่อบ้านที่เราอยู่…..โลกที่เราอยู่

เขียนใน ริมไพร. 2 Comments »

ครั้งหนึ่ง……..บนภูกระดึง(ตอนที่ 4)

22 Jan 06

ตี 4 ครึ่ง เสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้เริ่มทำหน้าที่ของมัน แม้จะค่อนข้างเช้าแต่พวกเราก้ไม่งัวเงียเท่าไหร่ เพราะความหนาวที่ 10 องศากว่าที่เล่นงานเราจนมือเท้าเย็นไปหมด เราจึงต้มน้ำร้อนชงชากินแก้หนาวกันก่อนที่จะถึงเวลาตี 5 ที่เจ้าหน้าที่นัดรวมตัวที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อจะพาไปดูแสงแรกของวันที่ผานกแอ่นกัน

ที่จริงเส้นทางไปผานกแอ่นก้ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรมาก เพียงแต่ที่ต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่ก้ด้วยเหตุผลที่ว่า ช่วงเช้ามืดยังมีสัตว์บางชนิดที่ออกหากินอยู่ และอาจทำร้ายนักท่องเที่ยวได้ ดังนั้นทางอุทยานจึงไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวเดินไปเอง

ดูท่าวันนี้ดูเหมือนจะมีเมฆหนาไปหน่อย กว่าพระอาทิตย์จะพ้นขอบฟ้าก็ปาเข้าไปเกือบ 6 โมงครึ่งแล้ว ทำให้มีบางคนกลับไปก่อน แต่ดวงอาทิตย์ที่นี่ก้ไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง ออกมาอวดโฉมให้เราเห็นแบบสบายตา ก่อนที่จะสาดแสงอันร้อนแรงขับไล่ความมืดและความหนาวที่เกาะกุมเราทุกคนไว้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้รับพลังชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม

ระหว่างทางกลับที่พัก พวกเราแวะไหว้พระที่ลานพระแก้วกันก่อน ถือเป็นการอำลาและขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ช่วยคุ้มครองให้เราปลอดภัยในระหว่างอยู่บนภูกระดึง เสร็จแล้วก้กลับมาอาบน้ำและเก็บข้าวเก็บของเตรียมตัวกลับกรุงเทพกัน ด้วยความรีบทำให้เราไม่ได้กินข้าวเช้าก่อนเดินทาง เพราะกลัวว่าจะลงมาไม่ทันรถทัวร์ที่จองไว้ตอนบ่ายสาม กว่าจะเก็บของเสร็จก็ 10 โมงแล้ว พอลงจากหลังแปได้แค่ซำเดียวก็หิวซกเลย ต้องแวะกินข้าวกันที่ซำแคร่กันมื้อใหญ่แก้หิวและพักขาด้วย เพราะขาลงหัวเข่าและเอ็นร้อยหวายค่อนข้างรับศึกหนัก และทำเวลาได้เร็วกว่าขาขึ้นมาก หลังกินข้าวเสร็จเราปรับฝีเท้าให้ช้าลง จนมาถึงที่ทำการอุทยานตอนบ่าย 2 ครึ่ง

พอพักกันจนหายเหนื่อยและแวะซื้อของฝากกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก้ขึ้นรถสองแถวที่จอดรออยู่ไปยังร้านเจ๊กิมทันเวลาพอดี

ระหว่างทางบนรถสองแถว พวกเรานั่งมองภูกระดึงที่ค่อยๆเล็กลงด้วยความอาลัย และเสียดายที่ต้องจากไป แม้การเที่ยวคราวนี้จะไม่ได้เห็นช่วงที่สวยที่สุดของภูกระดึง ไม่ได้เห็นน้ำตกที่งดงามและต้นเมเปิ้ลสีแดงสด แต่ความลำบากของเส้นทางทำให้เราได้เห็นน้ำใจจากเพื่อน และผู้ร่วมทางมากมาย บรรยากาศแห่งมิตรภาพทำให้เราไม่อาจลืมเลือนช่วงเวลาแห่งความสุขที่อยู่บนภูกระดึงได้เลย

เนินนานให้หลัง พวกเราหันกลับมาสบตากัน แม้ไม่มีคำพูดใดออกจากปาก แต่แววตาและรอยยิ้มบนใบหน้าเหมือนจะสัญญาต่อกันว่า พวกเราจะกลับมาอีกครั้ง กลับมาดูความสวยงามของเจ้า…..ภูกระดึง

ครั้งหนึ่ง……..บนภูกระดึง(ตอนที่ 3)

21 Jan 06

ตอนแรกคิดว่าความเหนื่อยจากเมื่อวานคงจะทำให้พวกเราหลับกันยาว แต่ลมหนาวของที่นี่ก็พัดมาปลุกเราเป็นระยะๆ จนเรานอนต่อกันไม่ไหว ต้องออกมาหาอะไรอุ่นๆกินกันตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง

ตามโปรแกรมของวันนี้ เราจะเที่ยวน้ำตกในบริเวณป่าเปิด(ส่วนป่าปิดต้องรอเดือนเมษา-พฤษภา จึงจะเปิดให้เข้าได้) และปิดท้ายกันที่ผาหล่มสัก ซึ่งเป็นระยะทาง10 กว่ากิโลเห็นจะได้ มื้อเช้าของวันนี้จึงต้องกินกันเต็มที่ จะมามัวกินขนมปังกับกาแฟคงไม่อยู่ท้องแน่ แล้วระหว่างทางไม่มีร้านอาหารให้แวะกินข้าวด้วย ดังนั้นต้องเตรียมมื้อเที่ยงไปเอง ส่วนมื้อเย็นก้หากินเอาตามร้านค้าริมหน้าผาต่างๆเอา

ก่อนมานั้น เราเองก็คาดกันไว้ว่าช่วงนี้น้ำคงเริ่มน้อยแล้ว และก้เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ จากน้ำตกวังกวางที่เห็นแทบเรียกได้ว่าไม่มีน้ำเลย ที่เห็นอยู่ดูจะเป็นน้ำหยดมากกว่าน้ำตกซะอีก

เราใช้เวลาเที่ยวน้ำตก 3-4 แห่งกันไม่นานนัก จากนั้นจึงแวะกินข้าวเที่ยงกันที่สระอโนดาต มีหลายกลุ่มซึ่งมาถึงก่อนหน้าเรา และแวะพักเที่ยงกันที่นี่เหมือนกัน คงเป็นเพราะบรรยากาศที่ชุ่มชื้นและเย็นสบาย น่าเสียดายที่น้ำในสระค่อนข้างขุ่นไปหน่อย

ถึงจะเรียกว่าสระ แต่เราจะเห็นทางน้ำที่เชื่อมต่อกับสระอโนดาตแห่งนี้อยู่ คิดว่าคงจะเชื่อมต่อกับน้ำตกซักแห่งหนึ่งที่เราผ่านมา ผมว่าช่วงเดือนตุลา สระแห่งนี้คงจะสวยและใสกว่านี้เป็นแน่

หลังจากนั่งพักกันจนข้างเรียงเม็ดดีแล้ว เราก้เริ่มออกเดินทางไปยังผาหล่มสัก ซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของเราวันนี้ ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงเราก้มาถึงหน้าผาอันโด่งดังจนถือเป็นสัญญลักษณ์ของภูกระดึงแห่งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาถึงก่อนก้จะหามุมร่มๆปูเสื่อที่ยืมมาจากร้านอาหารมานั่งพักหรือนอนพักกัน รอเวลาให้พระอาทิตย์อ่อนแรงลดแสงลง แต่ก้มีบางกลุ่มที่เริ่มถ่ายรูปกันแล้ว

 พอซัก 5 โมงเย็น บรรยากาศริมหน้าผาก้เริ่มคึกคักขึ้นมา นักท่องเที่ยวต่างก้เริ่มหาที่นั่งเพื่อจะดูพระอาทิตย์ตกดิน ตากล้องก้เริ่มหาทำเลถ่ายรูปกัน

ในที่สุดเวลาที่เรารอคอยก้มาถึง ดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้าก่อนหน้านี้ เริ่มลดแสงสว่างจนเราสามารถเห็นลูกกลมๆสีส้มเข้มอยู่เหนือทิวเขา ถึงตอนนี้เราเริ่มจะได้ยินเสียงลั่นชัตเตอร์กันไม่ขาดสาย เห็นนักท่องเที่ยวที่ต่อคิวกันถ่ายรูปที่ผาหล่มสัก และสัมผัสถึงความหนาวเย็นที่ย่างกรายเข้ามาหลังการจากไปของแสงตะวัน

มีไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่รอจนสิ้นแสงสุดท้ายของตะวัน เราเองก้เป็นหนึ่งในนั้น เพราะเป็นที่รู้กัน(โดยเฉพาะคนถ่ายรูป)ว่า การดูพระอาทิตย์ตกจะมีช่วงที่สวยงามอยู่สองช่วง คือช่วงที่เห็นดวงอาทิตย์เต็มดวงเริ่มลับขอบฟ้าและหลังจากที่ลับขอบฟ้าไปแล้ว จึงทำให้เราอยู่รอ

พอความหนาวเริ่มทักทาย ความหิวก้ตามต่อท้ายมาติดๆ เลยตัดสินใจกินข้าวกันก่อนค่อยเดินทางกลับ ทำให้เราต้องรั้งตำแหน่งกลุ่มสุดท้าย พวกเราบางคนเริ่มกลัวว่า ระหว่างทางอาจจะเจอสัตว์ป่า แต่ผมเชื่อว่าทางเดินกลับซึ่งจะเรียบริมหน้าผาไปไม่มีแหล่งน้ำ คงยากที่จะมีสัตว์มาหากินอยู่แถวนี้

แล้วก้เป็นอย่างที่คิดไว้ เราไม่ได้เจอกับสัตว์ป่าระหว่างทาง หรืออาจไม่ทันสังเกตุก้ได้ เพราะพวกเราเร่งฝีเท้ากันเต็มที่ เนื่องจากไม่อยากถึงที่พักดึกเกินไป ทำให้ระยะทางจากผาหล่มสักถึงที่พักตั้ง 9 km พวกเราใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ทำเอาเหนื่อยกันไปตามๆกัน แต่หลังอาบน้ำเสร็จก้สบายขึ้นเยอะ

หลังจากที่ทางอุทยานฯปิดไฟฟ้าได้ไม่นาน พวกเราที่กำลังจัดการเหล้าที่แบกขึ้นมา 1 ขวด ก้เริ่มเลื้อยเข้าเต๊นท์กัน ทั้งๆที่กินไปได้แค่ครึ่งขวด แต่ด้วยความเหนื่อยบวกกับต้องตื่นไปดูพระอาทิตย์ขี้นในวันรุ่งขึ้นทำให้เราต้องรีบเข้านอนกัน

ครั้งหนึ่ง……..บนภูกระดึง(ตอนที่ 2)

20 Jan 06

ไม่รู้ว่ามีแต่ผมรึเปล่าที่หลับไม่สนิท จะให้หลับลงได้ไงหละครับ ก็ที่นั่งแถวหลังที่พวกเรานั่งกันมามันปรับเอนได้ไม่มาก แถมยังมีกระเป๋ากล้องที่วางไว้ตรงตักอีก เลยทำให้นั่งไปเมื่อยก้นไปตลอดทาง


พอมาถึงผานกเค้าเราก้เห็นแสงไฟสว่างไสวมาจากร้านเจ๊กิมที่เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวตั้งแต่เช้ามืด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะแวะร้านเจ๊กิมก่อนขึ้นภูฯ เพื่อจัดการธุระส่วนตัวต่างๆ ตั้งแต่ล้างหน้ายันอาบน้ำ แต่ผมว่าคงไม่มีคนอาบน้ำกันหรอกครับ ก้อากาศยามเช้าหนาวซะขนาดนั้นใครจะไปอาบลง

หลังจากที่ล้างหน้าล้างตากันจนสดชื่นแล้ว ก้ต้องมาเติมพลังกับข้าวแกงร้านเจ๊กิมก่อน เด๋วจะไม่มีแรงขึ้นภูฯ ราคาข้าวแกงที่นี่ผมว่าออกจะแพงไปหน่อย กับข้าว 2 อย่าง 30 บาทแต่ปริมาณนี่แค่ดมก้หมดแล้ว แต่ถึงจะรู้สึกว่าแพงยังไงก็ต้องกินหละครับ ดีกว่าเดินขึ้นภูฯทั้งที่ท้องว่างเป็นไหนๆ

อ้อ! อีกเรื่องที่ลืมไม่ได้ คือเรื่องตั๋วรถขากลับ ส่วนใหญ่เค้าก้จองกันที่ร้านเจ๊กิมนี่แหละครับ แหม…อะไรจะครบครันกันขนาดนั้น จองเสร็จจ่ายตังค์ครบก้ไปขึ้นรถสองแถวที่จอดรอไปที่อุทยานฯกันได้เลย ราคาคนละ 20 บาทเท่านั้น แต่ถ้าอยากเป็นส่วนตั๊วส่วนตัวก้เหมาได้ครับ เค้าคิดคันละ 300 บาท

ถ้ามาถึงอุทยานฯก่อน 7 โมงครึ่ง ก็ต้องรอกันหน่อยนะครับ เพราะทางอุทยานฯอนุญาตให้ขึ้นภูฯได้ตอนนั้น พวกที่แบกเป้ขึ้นไปเองก็เสียแค่ค่าธรรมเนียมกับค่ากางเตนท์ก็ลุยกันได้เลยครับ ส่วนคนที่ขี้เกียจแบกเป้ให้เมื่อย เพราะลำพังน้ำหนักตัวก็ลำบากพออยู่แล้ว ก้ต้องไปลงทะเบียนจ้างลูกหาบตรงจุดที่อุทยานจัดไว้ พอได้บัตรรับของและจ่ายตังค์เรียบร้อยก็ขึ้นได้เลย
แต่มีข้อแนะนำหน่อยนึงสำหรับคนที่จ้างลูกหาบขนของ คุณควรเอาของที่คิดว่าจำเป็นติดตัวขึ้นไปเองด้วยครับ เพราะเมื่อคุณไปถึงจุดกางเตนท์กว่าคุณจะได้รับของก็อาจเป็นช่วงบ่ายหรือถ้าเป็นช่วงนักท่องเที่ยวเยอะอาจจะรอจนถึงตอนค่ำเลยก็ได้
ถึงจะมาถึงอุทยานฯก่อนเวลาขึ้น แต่พวกเรามัวแต่ดูโน่นดูนี่แถวที่ทำการฯกันพักใหญ่ กว่าจะเริ่มเดินขึ้นก็หลังจากได้ยืนตรงเคารพธงชาติกันแล้ว นัยว่าจะอาศัยเพลงชาติปลุกใจให้ฮึกเหิมก่อนขึ้นภูฯว่างั้นเหอะ

 เส้นทางในช่วงแรกดูจะวัดใจพวกเราที่แบกเป้มาด้วยอยู่ไม่น้อย เพราะทางชันค่อนข้างมาก กว่าจะถึงซำแฮกซึ่งจุดพักจุดแรก ก็เล่นเอาเราหอบแฮกสมชื่อซำเลยทีเดียว ส่วนขาแข้งนั้นไม่ต้องพูดถึง มันเริ่มเมื่อยก่อนที่จะหอบซะอีก ขามันรู้สึกเบาๆพิกลเหมือนไม่มีแรงยังไงยังงั้น คงเป็นเพราะพวกเราเร่งฝีเท้าตามคนไม่มีของมากไปหน่อยก็เลยออกอาการกันแบบนี้
หลังจากเริ่มรู้ตัว เราจึงลดความเร็วลง เพราะถ้ายังเร่งต่อไปอีก คงจะทำให้กล้ามเนื้อต้นขากับน่องอักเสบเอาได้ เดี๋ยวจะเดินเที่ยวบนภูไม่สนุกซะเปล่าๆ แต่ถึงจะลดสปีดลงแล้วก็ยังมีปัญหาจนได้ พอมาได้ครึ่งทางขึ้นหลังแป พวกเราคนนึงก็โดนตะคริวเล่นงาน ยังดีที่เตรียมเคาเตอร์เพนมาด้วยและใจยังสู้เกินร้อย ก็เลยเดินๆหยุดๆกันเป็นพักๆไปเรื่อยๆ ระหว่างทางขึ้นจากที่ทำการฯจนถึงหลังแห เราจะผ่านซำต่างๆ ประมาณ 6-7 ซำ แต่ที่มีร้านขายของอยู่มีแค่ 3-4 ซำเท่านั้น ใครที่เคยได้ยินว่ามีของกินทุกซำแล้วคิดจะไม่เตรียมขนมและน้ำติดตัวไป ผมว่าคิดใหม่ดีกว่าครับ เพราะเวลาหิวขึ้นมาจะได้มีของกินรองท้องและช่วยให้มีแรงเดินต่ออีกด้วย


ด้วยความงามของวิวและเข้าใจผิดว่าซำกกโดนคือจุดพักสุดท้ายก่อนจะขึ้นถึงหลังแป บวกกับถึงเวลาเที่ยงกว่าแล้ว พวกเราเลยพักกินข้าวเที่ยงกันที่นี่ แต่ก็ถือว่าโชคดีที่พักกันก่อนเพราะสองซำที่เหลือเป็นช่วงที่ชันมากและเดินลำบากไม่ต่างจากช่วงแรกเลย ยิ่งพอได้เดินขึ้นจริงถึงได้รู้ว่ามันลำบากกว่าช่วงก่อนถึงซำแฮกซะอีก เพราะตามทางขึ้นจะมีหินก้อนเล็กก้อนใหญ่เต็มไปหมด บางช่วงเรียกได้ว่าต้องใช้เกียร์โฟร์วีลคลานสี่ขากันเลยทีเดียว กว่าจะขึ้นถึงหลังแปเราใช้เวลากับสองซำสุดท้ายที่มีระยะทาง 2 กิโลไปเกือบชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว

พอขึ้นมาถึงหลังแป พวกเรากลับรู้สึกอย่างกับว่ามาถึงที่พักแล้วยังไงอย่างงั้น เพราะมันรู้สึกโล่งใจมากทีเดียว แม้ว่ายังเหลืออีก 4 กิโลที่ต้องเดินแต่ก็เป็นทางราบที่เดินง่ายไม่ต้องตะกายกันอย่างที่ผ่านมาอีกแล้ว หลังจากซัดแป๊ปซี่ไปคนละกระป๋องและพักกันจนหายเหนื่อยแล้ว ก็เริ่มลุยกันต่อ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่าก็มาถึงที่ทำการฯ ถึงจะใช้เวลาเท่ากันแต่ระยะทางต่างกันจากตอนขึ้นภูเห็นๆ ทำไงได้พวกเรามันสิงห์ทางเรียบนี่นา

มาถึงปุ๊บก็ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงกันหละครับ หาที่กางเตนท์กันทันที แบกของมาเองก็ดีอย่างนี้แหละน้า ตอนแรกก็ยังกลัวๆอยู่ว่าจะโดนคนที่ขึ้นมาก่อนจะจองทำเลดีๆไว้แล้ว แต่คนที่มาถึงก่อนก็ต้องมานั่งรอของกันอยู่แถวที่ทำการฯซะเป็นส่วนใหญ่ อีกส่วนก็ไปนั่งรอตรงร้านอาหารหาอะไรกินไปพลางๆ เราเลยยังได้ทำเลดีที่สามารถกางเตนท์และผูกเปลได้

พอเราจัดการที่พักเรียบร้อยก็นอนพักเอาแรงกันซักตื่นก่อนจะออกไปเดินเที่ยวตามโปรแกรมที่วางไว้

ตื่นกันมาตอนบ่ายสี่ เราก็ออกไปหาข้าวกินให้อิ่มท้องและก็สอบถามข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวจากพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ด้วย เย็นนี้เราก็เลือกที่จะไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูกเหมือนคนอื่นๆ ระหว่างทางเราก็แวะมาไหว้องค์พระพุทธเมตตาซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่คนที่นี่ให้ความนับถือกันมากเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยกันและบอกกล่าวให้ท่านช่วยคุ้มครองเราให้ปลอดภัยระหว่างที่พวกเราอยู่ที่นี่ ก่อนที่เดินต่อไปยังผาหมากดูกที่อยู่ห่างไปอีกกิโลกว่า

ในการดูพระอาทิตย์ตกดินนอกจากจะเตรียมกล้องไปถ่ายรูปแล้ว ควรจะติดเอาไฟฉายกับเสื้อกันหนาว ไปด้วย เพราะการเดินหนาวในที่มืดมันไม่สนุกแน่ๆ และการจัดโปรแกรมในแต่ละวันก็ควรดูเวลาและกำลังของตัวเองและสมาชิกในกลุ่มด้วย ไม่งั้นจะหมดสนุกเอา หรือถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไงดีก็ลองถามเอาจากพ่อค้าแม่ค้าหรือว่าจากเจ้าหน้าที่ก็ได้ เพราะเค้าจะรู้ดีว่าช่วงไหนที่ไหนน่าเที่ยว

หลังจากชมความงามและถ่ายรูปพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจนสิ้นแสงสุดท้ายไปแล้ว พวกเราจึงกลับมาทำอาหารกินกันแบบง่ายๆ ด้วยข้าวสวยกับปลากระป๋องและน้ำพริกกันอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะอาบน้ำและแยกย้ายกันไปนอนตอนสี่ทุ่มเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับพรุ่งนี้

ครั้งหนึ่ง……..บนภูกระดึง

19 Jan 06
นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมจะได้ขึ้นภูกระดึง …
มันอดที่รู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ อาจเป็นเพราะคำร่ำลือที่ได้ยินหลายคนพูดมา ว่าเส้นทางขึ้นภูกระดึงโหดเอาเรื่อง และความงามของภูกระดึงที่เคยเห็นจากนิตยสารต่างๆ นั้นยิ่งทำให้ผมแทบอดใจรออีกต่อไปไม่ไหว

ว่าไปแล้วก็คงคล้ายกับตอนที่ผมไปเขาใหญ่ครั้งแรก ตอนนั้นก้รู้สึกตื่นเต้นไม่ต่างจากตอนนี้เท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง เลยไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมอะไรไปบ้าง ดีที่ตอนนั้นได้พี่ๆ ชมรมฯแนะนำ ก้เลยพอเอาตัวรอดมาได้ และถึงแม้จะผ่านมาหลายทริปแล้วก้ตาม แต่การจัดของทริปนี้ก้ใช้เวลาไม่น้อยเลย เพราะตั้งใจจะแบกเป้ขึ้นไปเองด้วย เลยต้องคิดให้ดี อะไรที่จำเป็นต้องเอาไปจริงๆ และอะไรที่ตัดทิ้งไปได้ ไม่งั้นกว่าจะถึงที่กางเตนท์เราคงเดี้ยงซะก่อนเป็นแน่

แต่จนแล้วจนรอดน้ำหนักเป้ก้ไม่ได้เบากว่าทริปที่ผ่านๆมาเท่าไหร่ ยิ่งพอรวมกล้องกับขาตั้งกล้องด้วยแล้ว น้ำหนักรวมก้ปาเข้าไป 15.5 กิโลแล้วซึ่งตามหลักน้ำหนักที่เหมาะจะแบกขึ้นหลังไม่ควรเกิน 20% ของน้ำหนักตัวของเรา แต่นี่ดันเกินมาตั้ง 3 กิโล ก้ได้แต่หวังว่ามันคงไม่ทำให้เราเดี้ยงกลางทางหละนะ

ส่วนคนที่จะทำอาหารกินเองบนภูฯ ก้ต้องเตรียมกันก่อนไปภูฯเลย เพราะเมื่อเราไปถึงผานกเค้าจะไม่มีที่ให้ซื้อของสดกันแล้ว แต่ถ้าไม่อยากวุ่นวายกับการเตรียมอาหารก้ฝากท้องกับร้านอาหารบนภูฯ ก็เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย เพราะราคาอาหารแม้จะสูงกว่าข้างล่างแต่ก็ถือว่าคุ้ม ไหนจะต้องเสียค่าแบกของขึ้นและปริมาณก็มากขนาดให้ผู้หญิงกินได้สองคนเลยหละนะผมว่า
หลังจากที่รวมพลที่หมอชิตจนครบทีมและกินข้าวกันเสร็จแล้ว เราก็ไปรอขึ้นรถที่จะออกจากคิวรถตอน 4 ทุ่ม การเดินทางกำลังจะเริ่มแล้ว…